ข้อมูลสุขภาพแบบเข้าใจง่าย
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
หัวใจอาจเต้นเร็วเกิน ช้าเกิน หรือไม่สม่ำเสมอจากความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้า บางชนิดไม่อันตราย แต่บางชนิดเพิ่มความเสี่ยงเป็นลม หัวใจล้มเหลว หรือหลอดเลือดสมอง

สรุปก่อนอ่านต่อ
เรื่องนี้คืออะไร และสำคัญอย่างไร
ระบบไฟฟ้าของหัวใจเป็นตัวกำหนดอัตราและจังหวะการเต้น เมื่อจุดกำเนิดสัญญาณหรือทางเดินสัญญาณทำงานผิดปกติ หัวใจอาจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ คำว่าโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจึงครอบคลุมหลายภาวะที่มีความรุนแรงและวิธีรักษาต่างกัน
อาการอาจเป็นใจสั่น รู้สึกหัวใจสะดุด เวียนศีรษะ เหนื่อย หอบ หรือเป็นลม แต่บางคนไม่มีอาการ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเครื่องบันทึกจังหวะหัวใจตามระยะเวลาช่วยเชื่อมอาการกับจังหวะที่เกิดขึ้นจริง
คำศัพท์สุขภาพ
- ECG หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- การตรวจสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจผ่านแผ่นนำไฟฟ้าบนผิวหนัง ช่วยดูจังหวะและความผิดปกติบางชนิดของหัวใจ
เกิดอะไรขึ้นในร่างกาย
อธิบายกลไกทีละขั้น
หัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายชนิด บางชนิดไม่อันตราย แต่บางชนิดลดการสูบฉีดเลือดหรือเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือด จึงต้องดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจร่วมกับอาการ ไม่ตัดสินจากความรู้สึกใจสั่นเพียงอย่างเดียว
จุดกำเนิดปล่อยสัญญาณ
โหนดไซนัสบริเวณหัวใจห้องบนขวาทำหน้าที่กำหนดจังหวะหลัก
สัญญาณเดินผ่านหัวใจ
สัญญาณผ่านโหนดเอวีและเครือข่ายนำไฟฟ้า เพื่อให้ห้องบนและห้องล่างบีบตัวเป็นลำดับ
เส้นทางผิดจังหวะ
สัญญาณที่เริ่มผิดจุด เดินวน หรือส่งผ่านติดขัดทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ

ค่าหรือเกณฑ์ที่ควรรู้
ชีพจรเป็นเบาะแส แต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นหลักฐานที่ใช้ระบุชนิดของหัวใจเต้นผิดจังหวะ
อัตราชีพจรเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันตามกิจกรรม ยา ไข้ ภาวะขาดน้ำ และโรคหัวใจเดิม
ชีพจรขณะพัก
นับเต็ม 60 วินาทีเมื่อพักนิ่ง
- ช่วงอ้างอิง
- ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ราว 60–100 ครั้งต่อนาที แต่นักกีฬาหรือผู้ใช้ยาบางชนิดอาจต่ำกว่านี้ได้
- ควรนัดประเมิน
- ต่ำกว่า 60 หรือสูงกว่า 100 ซ้ำร่วมกับหน้ามืด เหนื่อย หรือใจสั่นควรตรวจ ECG
- ควรประเมินเร่งด่วน
- เป็นลม เจ็บหน้าอก หอบมาก หรือสับสนร่วมกับชีพจรผิดปกติต้องฉุกเฉิน
ความสม่ำเสมอ
จังหวะสม่ำเสมอหรือไม่และอาการเกิดนานเท่าใด
- ช่วงอ้างอิง
- นาฬิกาอัจฉริยะช่วยบันทึกช่วงเกิดอาการ แต่ไม่ยืนยันชนิดโรค
- ควรนัดประเมิน
- ชีพจรไม่สม่ำเสมอซ้ำควรตรวจ 12-lead ECG หรือเครื่องบันทึกตามแพทย์เห็นสมควร
- ควรประเมินเร่งด่วน
- หากสงสัย atrial fibrillation ต้องประเมินความเสี่ยงหลอดเลือดสมอง ไม่ควรซื้อยาละลายลิ่มเลือดเอง
สาเหตุ · อาการ · การตรวจ · การดูแล
ดูข้อมูลสำคัญในที่เดียว
สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
- อายุ โรคหัวใจ ความดันสูง และไทรอยด์ผิดปกติ
- ยาบางชนิด แอลกอฮอล์ คาเฟอีนมาก และสารกระตุ้น
- เกลือแร่ผิดปกติ การติดเชื้อ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
อาการที่พบบ่อย
- ใจสั่น หัวใจสะดุด หรือชีพจรไม่สม่ำเสมอ
- เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือเป็นลม
- บางรายไม่มีอาการและพบจากการตรวจ
แพทย์ตรวจอย่างไร
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจและการตรวจชีพจร
- เครื่องบันทึกหัวใจแบบพกพาเมื่ออาการมาเป็นช่วง
- ตรวจเลือด อัลตราซาวนด์หัวใจ หรือทดสอบอื่นตามชนิดที่สงสัย
เริ่มดูแลอย่างเป็นระบบ
- บันทึกเวลา อาการ ชีพจร และสิ่งกระตุ้น
- ทบทวนยา เครื่องดื่มกระตุ้น และโรคร่วมกับแพทย์
- เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เป็นลม หรืออ่อนแรงเฉียบพลันให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
เรื่องสำคัญที่ควรรู้
จำประเด็นเหล่านี้ไว้ก่อน
ใจสั่นไม่ได้แปลว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเสมอไป
อาการใจสั่นเกิดได้จากความเครียด ไข้ ยา ภาวะไทรอยด์ หรือสาเหตุอื่น การวินิจฉัยจึงต้องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะมีอาการ ไม่ควรสรุปจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
แหล่งอ้างอิงNIH · NHLBIสาเหตุและตัวกระตุ้นไม่ได้มีเพียงอย่างเดียว
โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไทรอยด์ผิดปกติ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พันธุกรรม ยาบางชนิด ภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ผิดสมดุลล้วนเกี่ยวข้องได้ จึงต้องหาสาเหตุให้ตรงก่อนเลือกการดูแล
แหล่งอ้างอิงNIH · NHLBIคาเฟอีนไม่จำเป็นต้องงดในทุกคน
คาเฟอีนปริมาณปกติไม่พบว่าเพิ่มความเสี่ยงหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วในคนส่วนใหญ่ แต่บางคนอาจสังเกตว่าใจเต้นเร็วหลังดื่ม ควรดูอาการของตนเองและระวังเครื่องดื่มชูกำลังหรือคาเฟอีนขนาดสูง
แหล่งอ้างอิงAmerican Heart Associationอาหารและการดูแลในชีวิตประจำวัน
ดูแลหัวใจทั้งระบบ ไม่ฝากความหวังไว้กับการงดเครื่องดื่มชนิดเดียว
- เลี่ยงอาหารหวาน อาหารมัน และอาหารแปรรูป แล้วเพิ่มผัก ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ผลไม้ทั้งผล และโปรตีนที่เหมาะสม เพื่อดูแลน้ำหนัก ความดัน น้ำตาล และสุขภาพหลอดเลือดซึ่งอาจส่งผลต่อหัวใจร่วมกัน
- งดสูบบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์ นอนให้พอ รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และติดตามโรคประจำตัวตามแผนแพทย์ ส่วนคาเฟอีนให้สังเกตว่าเป็นตัวกระตุ้นเฉพาะบุคคลหรือไม่
- ไม่ควรซื้อโพแทสเซียม แมกนีเซียม หรือผลิตภัณฑ์ปรับเกลือแร่มารับประทานเอง โดยเฉพาะเมื่อมีโรคไต โรคหัวใจ หรือใช้ยา เพราะระดับที่สูงหรือต่ำเกินไปทำให้จังหวะหัวใจผิดปกติได้
อ่านต่ออย่างเข้าใจ
อ่านต่อให้ครบทั้งสุขภาพและผลิตภัณฑ์
แหล่งอ้างอิงหลัก




















